ก้าวต่อไปของสามสิบบาท สู่การสร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า

ก้าวต่อไปของสามสิบบาท สู่การสร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า

“รักษาคุณภาพ ยาดี ไม่ต้องรอคิว สร้างขวัญกำลังใจหมอพยาบาล”

“ชูโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เป็นต้นแบบกระจายอำนาจ คืนโรงพยาบาลให้ประชาชน

หนึ่งในนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้ทำสำเร็จมาแล้วตั้งแต่คราวพรรคไทยรักไทย ที่มี ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คือทำให้โครงการ 30บาทรักษาทุกโรค เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย

ขณะนั้นหน่อยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบนโยบายนี้ หน่อยและทีมบริหารเพื่อไทยใช้เวลาเพียง 8 เดือน ในการทำนโยบายให้มีผลในทางปฏิบัติ

หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่นานนัก ผลจากการทำงานหนักของพวกเรา ในที่สุด #30บาทรักษาทุกโรค ก็เริ่มนำร่องใน 6 จังหวัด คือ สมุทรสาคร ปทุมธานี ยโสธร นครสวรรค์ พะเยา และยะลา เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2544 และขยายเพิ่มอีก 15 จังหวัดในวันที่ 15 มิถุนายน 2544

ก่อนจะเปิดให้บริการครบ 75 จังหวัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544

หน่อยขอย้ำตรงนี้อีกครั้งว่า โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า #30บาทรักษาทุกโรค ไม่ใช่ประชานิยม แต่คือหลักการที่ทั่วโลกยอมรับและยกย่องว่าช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และลดภาระรายจ่ายด้านสุขภาพของครอบครัวได้จริง ทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาสุขภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

ทุกวันนี้เมื่อคนทำงานพรรคเพื่อไทยเข้าพื้นที่ ประชาชนจะพูดถึงเสมอว่าโครงการนี้เปลี่ยนชีวิตของคนไทยไปอย่างไร

17 ปีที่ผ่านมามีหลายสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีปัญหาใหม่ๆที่เราต้องปรับปรุงเพื่อที่จะเพิ่มความสุขให้กับทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการทางการแพทย์มากขึ้นอีก

จากภาพปัญหาที่เราได้เห็นจนชินตาในโรงพยาบาล มีตั้งแต่ภาพคนป่วยล้นเตียงจนต้องนอนกับพื้น ภาพผู้ป่วยคิวยาวต้องมาแต่ตีสี่แต่ได้รับการรักษาบ่ายสี่โมงเย็น ภาพบุคลากรทางการแพทย์ทำงานหนักจนเหนื่อยล้าทำให้บริการได้ไม่เต็มที่ แถมยังได้เงินเดือนน้อยและต้องรอตกเบิก

นี่คือความทุกข์ของประชาชนที่เราคนทำงานพรรคเพื่อไทยได้มองเห็น และจะแก้ไขโดยด่วน

วันนี้ พรรคเพื่อไทยยกทีมบริหารของเรามาที่ “โรงพยาบาลบ้านแพ้ว” ซึ่งเป็นทั้งแรงบันดาลใจและต้นแบบของ ก้าวต่อไปของ 30 บาทรักษาทุกโรคที่เราอยากเห็นเกิดขึ้นทั่วประเทศ

“รพ.บ้านแพ้ว” เป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวของประเทศไทยที่บริหารแบบองค์การมหาชน

“บอร์ดบริหาร” ของโรงพยาบาลแห่งนี้ มาจากตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข ตัวแทนบุคลากร บอร์ดทำหน้าที่คัดเลือก “ผู้อำนวยการโรงพยาบาล” การทำงานเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชุมชนเป็นหลัก การจัดซื้อจัดจ้าง และระดมเงินบริจาครวดเร็ว ไม่ต้องผ่านโครงสร้างของกระทรวง ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่เก่งอยู่แล้วปลดล็อกข้อติดขัดทั้งหลายที่มีอยู่ และนำความสามารถออกมาใช้ได้เต็มที่

รพ.บ้านแพ้ว ให้การบริการได้คุณภาพเทียบเท่าโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ แต่ไม่ได้มุ่งหมายแสวงหากำไร เป็นการกระจายอำนาจคืนโรงพยาบาลให้ชุมชน ประชาชนยังคงใช้สิทธิ์ 30บาทรักษาทุกโรค ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้วได้ตามปรกติ

17 ปี ที่ผ่านมา โรงพยาบาลบ้านแพ้วพิสูจน์ให้เห็นว่าการบริหารแบบองค์การมหาชนทำให้โรงพยาบาลเป็นของชุมชน สามารถบริการประชาชนได้อย่างดีเยี่ยม จากโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง กลายเป็นโรงพยาบาลชั้นแนวหน้าของประเทศไทย สามารถสร้างตึก เพิ่มเตียง ซื้อเครื่องมือ จัดจ้างบุคลากร เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีบริการดีเยี่ยม ทั่วถึง โดยที่โรงพยาบาลไม่ขาดทุนอีกด้วย โดยรายได้ปีล่าสุดอยู่ที่ 1,642 ล้านบาท และมีกําไรกว่า 60 ล้านบาท

เพราะสามารถจ้างบุคลากรและปรับค่าตอบแทนได้อย่างคล่องตัวขึ้น ทำให้อัตราส่วนบุคลากรทางการแพทย์ต่อคนไข้เพิ่มขึ้น มีบุคลากรทางการแพทย์ 1 คนต่อประชากร 1,767 คน เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งมีอัตราส่วน บุคลากรฯ 1 คนต่อประชากร 3,000 คน ทำให้ดูแลประชาชนได้ใกล้ชิดขึ้น

ความพึงพอใจของผู้ป่วยอยู่ในระดับสูง อัตราการร้องเรียนตํ่ากว่าร้อยละ 0.3 ทั้งยังมีความสามารถชั้นนำในการรับมือกับโรคเฉพาะทางที่คนไทยเป็นกันเยอะ

ในระยะอันใกล้นี้ เมื่อ กกต.ปักหลักวันเลือกตั้งให้ชัด พรรคเพื่อไทยจะนำเสนอนโยบายถึงสิ่งที่เราเรียกว่า #ก้าวต่อไปของ30บาทรักษาทุกโรค 30 บาทสุขภาพดีถ้วนหน้า ซึ่งทีมบริหารของเรากำลังมุ่งมั่นทำให้เกิดขึ้นจริงในยุครัฐบาลไทยรักไทย แต่ต้องสะดุดหยุดลง เพราะเกิดการรัฐประหาร

หัวใจของ 30บาทสุขภาพดีถ้วนหน้า

อยู่ที่การ ปรับเปลี่ยนระบบสุขภาพด้วยการยึดเอาคนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมและป้องกันให้คนมีสุขภาพดีก่อนจะเจ็บป่วย

อยู่ที่การ ปรับปรุงการบริหารจัดการ เช่น การกระจายอำนาจไปที่โรงพยาบาลระดับเขตและโรงพยาบาลท้องถิ่น ให้คนในพื้นที่ได้มีอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรและงบประมาณร่วมกัน

อยู่ที่การ รับประกันว่าบุคลากรด้านสาธารณสุขต้องได้รับการดูแลคุ้มครองการในการทำงาน ต้องได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับภาระงาน และต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพ

อยู่ที่การ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือในทางการแพทย์ เช่น Big Data, AI, Robot เพื่อเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เน้นการแชร์ข้อมูลร่วมกัน เลิกการผูกขาดข้อมูล และที่สำคัญ ประชาชนต้องไม่รอคิวยาว ไม่ต้องรอนาน ได้รับบริการที่ดี เลือกนัดหมอและวันเวลาได้สะดวกผ่านเทคโนโลยี

ในอดีตเราทำสิ่งที่เรียกว่า Health for All ตอนนี้เราจะเริ่มทำ 30 บาทยุคใหม่ เป็น 30 บาทสุขภาพดีถ้วนหน้า หรือเรียกว่า All for Health

เราทำโครงการ 30บาทรักษาทุกโรค สำเร็จมาแล้ว ในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง เราจะพัฒนา โครงการ 30 บาทยุคใหม่ต่อ คืนโรงพยาบาลให้ประชาชน ให้สำเร็จให้ได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน

Post a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*