เดินหน้าสร้างคลังความรู้สาธารณะ-กำหนดยุทธศาสตร์ รับมือ “สงครามโลกทางการค้า” ให้ทันการณ์

พรรคเพื่อไทยและสถาบันสร้างไทย ได้ร่วมกันจัดฟอรั่มสาธารณะภายใต้หัวข้อ “พัฒนาการของจีนที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมระหว่างประเทศ”โดยได้รับเกียรติจาก Professor Dr. Xiang Bing นักวิชาการที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเคยได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาในประเทศต่างๆ มาแล้วหลายประเทศทั่วโลก มาเป็นองค์ปาฐกในการบรรยายหัวข้อดังกล่าว

หัวข้อการสัมมนาครั้งนี้ของสถาบันสร้างไทยมีความสำคัญมาก เพราะสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยต้องพึ่งพาการส่งออกกับต่างประเทศค่อนข้างมาก

ยิ่งเมื่อผนวกกับสภาวะทางเศรษฐกิจภายในของไทยเองในปัจจุบันที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงติดอันดับโลก ไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจขนานใหญ่มาหลายปี เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม คนตัวเล็กตัวน้อยไม่มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย ธุรกิจขนาดเล็กล้มละลาย จนทำให้มีข่าวคนไทยฆ่าตัวตายเพราะปัญหาเศรษฐกิจคนแล้วคนเล่า ทำให้เมื่อเกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและสหรัฐฯ ขึ้น จนตัวเลขการส่งออกของไทยติดลบอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบที่เกิดกับการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยและต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนจึงยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าเดิม

แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศเล็กๆ เมื่อเทียบกับขนาดประชากรและขนาดของระบบเศรษฐกิจของประเทศจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสองมหาอำนาจหลักในปัจจุบัน แต่ Professor Dr. Xiang Bing ได้กล่าวบทเรียนหนึ่งที่น่าสนใจว่า ประสบการณ์ที่ทำให้จีนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองได้สำเร็จไม่ได้อยู่ที่ขนาดของประชากรเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การให้ความสำคัญกับลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศและการลงทุนในโครงสร้างที่จะเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ช่วยให้เกิดความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในและยังสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้นอย่างยั่งยืน

อีกเรื่องที่สำคัญคือการมีแรงงานที่มีทักษะผ่านการอบรมและการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้มหาศาล Dr. Xiang Bing เห็นว่าไทยสามารถเรียนรู้ประสบการณ์ตรงส่วนนี้ของจีนเพื่อนำมาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของตนเองให้มีความเข้มแข็งได้ และสามารถอยู่รอดท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจจากปัจจัยภายนอก ดังที่มีประเทศขนาดเล็กหลายประเทศเคยทำสำเร็จมาแล้ว

ในช่วงการสัมมนาต่อเนื่องกันจากหัวข้อหลัก ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญอีกหลายท่าน และแต่ละท่านก็ได้ให้คำแนะนำที่สำคัญ เป็นเสมือนคลังความรู้ของประเทศไว้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี

เช่นที่ ดร.บัณฑิต นิจถาวร ได้ให้ข้อคิดสำหรับไทยซึ่งเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ ว่าต้องทำให้นโยบายของภาครัฐที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องเกิดผลกระทบในวงกว้างและต้องเป็นนโยบายที่คนส่วนใหญ่จะต้องได้ประโยชน์ ไม่ใช่เป็นนโยบายที่เกิดประโยชน์แก่คนส่วนน้อยกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น นอกจากนั้น ดร.บัณฑิต ยังเห็นด้วยกับ Dr. Xiang Bing ว่าทางออกของไทยอยู่ที่การปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่การปฏิรูปเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่ของไทยเราในปัจจุบันยังไม่เห็นทั้งวิธีการและเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ จึงทำให้ก้าวข้ามปัญหาได้ยาก

ในการสัมมนาหัวข้อสุดท้ายที่ร่วมพูดคุยโดย ดร.กิติรัตน์ ณ ระนอง, ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ และดำเนินรายการโดย ดร.วิโรจน์ อารีย์

วิทยากรทั้งสามเห็นตรงกันว่าทางรอดเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากปัญหาความขัดแย้งของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเพื่อให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ดร.กิตติรัตน์ เน้นย้ำว่าแม้ปัจจัยภายนอกจะสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจของไทย และด้วยศักยภาพในปัจจุบันเราอาจแข่งขันกับประเทศอื่นได้ลำบาก แต่ไทยยังมีศักยภาพภายในที่ยังสามารถส่งเสริมและพัฒนาได้ และจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประเทศไทยอีกมาก

ขณะที่ ดร.อนุสรณ์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ว่าเป็นหัวใจที่ต้องมาควบคู่กับการมีประชาธิปไตยทางการเมือง เพราะจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยเพิ่มการยกระดับศักยภาพของการแข่งขัน ลดการผูกขาด ลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยเพิ่มความมั่งคั่งของชาติที่ไม่ใช่แค่เป็นเพียงการเพิ่มตัวเลขทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว

ดิฉันเชื่อว่าการสัมมนาทางวิชาการวันนี้จะเป็นโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ร่วมกันประเมินผลกระทบของสงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่มีต่อเศรษฐกิจไทย และช่วยกันระดมความคิดเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการรับมือกับวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต

และดิฉันยังเชื่อว่าข้อมูลจากเวทีวิชาการวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณปี 2563 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการรับมือกับวิกฤติการณ์สำคัญของบ้านเมือง และน่าจะช่วยให้คนไทยมีความตื่นตัวและพร้อมรับมือกับวิกฤติปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามทางการค้าระหว่างชาติมหาอำนาจในโลกปัจจุบัน

เวทีสัมมนาทางวิชาการที่มีประโยชน์เช่นนี้จะไม่ได้จัดขึ้นแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแน่นอนค่ะ เพราะพรรคเพื่อไทย สถาบันสร้างไทย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จะร่วมกันผลักดันให้มีเวทีเชิงวิชาการเช่นนี้อย่างต่อเนื่องในหัวข้อสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างคลังความรู้สาธารณะ และเป็นเวทีรับฟังความคิดของประชาชนภาคส่วนต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อนำไปพัฒนาเป็นยุทธศาสตร์ในการรับมือกับวิกฤติปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งตรงกับหลักการ “ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ” ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญใน#เพื่อไทยยุคใหม่ ค่ะ

Post a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*